เทศกาลวันวาเลนไทน์


 โดย  วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นที่รับทราบกันดีว่าเป็นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ หรือที่รู้จัก “วันแห่งความรัก” ชาวคริสเตียน หรือคนส่วนใหญ่ ก็จะมีการมอบดอกไม้ ช็อคโกแลต การ์ดอวยพร และอื่น ๆ ให้กับคนรัก เป็นต้น

แต่สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมนั้นจะมีจุดยืนอย่างไรกับวันนี้มอบดอกไม้ช็อคโกแล็ตเหมือนดังผู้คนทั่วไปหรือไม่เข้าร่วม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเทศกาลนี้

ประวัติวันวาเลนไทน์

1. เทศกาลวาเลนไทน์ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโนผู้เป็น จักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจากนี้แล้วพระองค์ยัง ทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง อิสตรีเพศและการแต่งงานและในวันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่ง ลูเพอร์คาร์เลียการดำเนินชีวิตของหนุ่มสาว จะถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอ ดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้น และแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้นมีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์ หลายคู่ และด้วยความปรารถนาดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระหว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็น ความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุม ที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่ง จดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะ เป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคง แสดงให้เห็นถึงความรู้ สึกสงสาร ความ กล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าใน ช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิก จึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง เทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ (1)

2. สำหรับประวัติวันวาเลนไทน์นั้น หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุเป็นเพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้น เป็นวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์ หรือเซนต์วาเลนไทน์ นักบุญแห่งความรักนั่นเอง นักบุญวาเลนไทน์ เป็นผู้ริ เริ่มการจัดงานแต่งงานในยุคที่ไม่นิยมให้แต่งงานกัน เหตุเพราะในช่วงนั้น โรม ต้องประสบกับสงคราม จักรพรรดิ คลอดิอุสที่สอง ต้องการเกณฑ์คนไปรบ แต่มีบุคคลจำนวนมากที่มีครอบครัว มีภรรยา มีคนรัก ต่างไม่อยากจะทิ้ง ครอบครัวไป ทำให้ จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ตัดสินใจให้ยกเลิกการแต่งงานและการหมั้นทั้งหมดของชาวโรมัน ในยุคนั้นไปหมด อย่างสิ้นเชิง

แต่นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ชักชวนคู่รักมาแต่งงานหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังเอาไว้ และในคุกที่คุมขังนักบุญวาเลนไทน์นั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอดนางหนึ่ง เมื่อโดน จับได้ นักบุญวาเลนไทน์จึงถูกนำตัวไปประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็น วันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตนให้ความรักนั่นเอง (2)

3.วันวาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ ผู้เปี่ยมไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซํ้าร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 ผู้ออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือ และห้ามให้มี แต่งงานของพวกคริสเตียนเกิดขึ้น แต่ยังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมาน แสนสาหัสอยู่ในคุก - ประวัติวันวาเลนไทน์

      ในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำ อธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขา จะถูกนำไปประหารนั้น ได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า "...จากวาเลนไทน์ของเธอ (Love From Your Valentine) " ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจ ในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" หรือ "วันวาเลนไทน์"  และได้ นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย – ประวัติวันวาเลนไทน์ (3)

ดังนั้นเราก็ทราบว่า  : ที่มาขอวันวาเลนไทน์นั้นคือ การระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ ผู้ที่อุทิศตนให้ความรัก ผู้ชักชวนคู่รักมาแต่งงานหลายต่อหลายคู่ ในยุคที่มีการต่อต้านการแต่งงาน นักบุญวาเลนไทน์จึงถูกนำตัวไป ประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็น วันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตน ให้ความรักนั่นเอง

และอีกประการหนึ่งก็คือ ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโนผู้เป็น จักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจากนี้แล้วยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง อิสตรีเพศและการแต่งงานและในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาล เฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย

มุสลิมกับวันวาเลน์ไทน์

วันวาเลน์ไทน์เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมากมาย  มุสลิมก็ต้องออกห่างไม่เข้าร่วมกับเทศกาลความเชื่อของ กลุ่มชนอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งในความเชื่อเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าเกี่ยวกับนักบุญของ คริสเตียน ซึ่งมุสลิมจะไปร่วมไปเกี่ยวข้องกับเทศกาลของศาสนาอื่นมิได้เป็นอันขาด พระองค์อัลลอฮฺทรงมีรับ สั่งว่า

 

สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน

(อัล-กาฟิรูน : 6)

และวันวาเลนไทน์นั้นเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของชาวคริสต์ ซึ่งท่านนบีได้ห้ามการเลียนแบบกลุ่มชนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลียนแบบชาวยิว และคริสต์ ดังฮะดีษที่มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وَلَا تَشَبَّهُوا بِالْيَهُودِ وَلَا بِالنَّصَارَى

"พวกท่านอย่าเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (พวกยิว)และพวกนัศรอนีย์ (พวกคริสเตียน) "

(บันทึกโดยอะหฺมัด : 7492 สุญูตียฺ, ดู ญามิอุศเศาะฆีร  : 5785)

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใดมุสลิมจะต้องออกห่าง ไม่เกี่ยวข้อง และห้ามเลียนแบบยิว และคริสต์ ตลอดจนกลุ่มชน อื่นจากนี้ และไม่ใช่แค่เฉพาะการเข้าร่วมเท่านั้นแต่ยังรวมถึง การมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น ขายสินค้า อุปกรณ์ ประชาสัมพันธ์และอื่น ๆ เพราะการที่เรามีส่วนร่วมไม่ว่าจะหนทางใดนั้น ก็ถือว่าเข้าร่วมด้วยเช่นเดียวกัน ดังที่มี รายงานจากท่านอิบนิ อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ

บุคคลใดประพฤติตนเลียนแบบกลุ่มหนึ่ง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งจากกลุ่มนั้น

(บันทึกโดยอบูดาวุด : 4031 อัลบานียฺ, ดู เศาะเหี๊ยะหฺอัลญามิอฺ : 2831 สุญูตียฺ, ดู ญามิอุศเศาะฆีร  : 8593)

มุสลิมจะตามยิวและคริสต์อย่างไม่ลืมหูลืมตา

ถึงแม้ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะห้ามมุสลิมไม่ให้ไปร่วม เกี่ยวข้อง พิธีกรรม หรือเทศกาล ของศาสนาอื่น โดยเฉพาะการเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (พวกยิว) และพวกนัศรอนีย์ (พวกคริสเตียน) แต่ท่านนบี ก็ได้บอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันว่ามุสลิมนั้นจะเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (พวกยิว) และพวกนัศรอนีย์ (พวกคริส เตียน) มาปฏิบัติแบบไม่ลืมหู ลืมตา มีรายงานจาก อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เล่าว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

لَتَتَّبِعُنَّ سَنَنَ الَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ شِبْرًا بِشِبْرٍ وَذِرَاعًا بِذِرَاعٍ حَتَّى لَوْ دَخَلُوا فِي جُحْرِ ضَبٍّ لَاتَّبَعْتُمُوهُمْ قُلْنَا يَا رَسُولَ اللَّهِ  آلْيَهُودَ  وَالنَّصَارَى  قَالَ فَمَنْ

ต่อไปพวกท่านจะปฏิบัติตามแนวทางของผู้ที่มาก่อนพวกท่านทีละคืบ ทีละศอก แม้กระทั่งพวกเขาเข้า ไปอยู่ในรูของแย้ก็เข้าตามไปด้วย พวกเราได้ถามท่านร่อซูลว่า โอ้ท่านร่อซูล ท่านหมายถึงพวกยะฮูดียฺ (ยิว)และนัสรอนี (คริสเตียน)ใช่ไหม ? ท่านร่อซูลตอบว่า จะเป็นใครอีก ถ้าไม่ใช่พวกนี้

(บันทึกโดยมุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความรู้ : 2669)

ปัจจุบันมีมุสลิมเป็นจำนวนมากที่ประพฤติตัวตามกระแสสังคม ปฏิบัติตัวตามสังคมโลกส่วนใหญ่ทุกเรื่อง โดยไม่สนใจคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้ามในเรื่องของศาสนา ซึ่งไม่ว่าจะมีเทศกาลใดของศาสนาใดก็ตาม มุสลิมเหล่า นี้ก็พยายามประพฤติตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ โดยไม่สนใจ ไม่ศึกษาด้วยว่าวันหรือเทศกาลของศาสนาอื่นนั้น มีส่วนในเรื่องของความเชื่ออยู่ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อถึงวันคริสต์มาสมุสลิมก็ร่วมวันคริสต์มาสด้วย เมื่อถึงปีใหม่ มุสลิมก็เฉลิมฉลองจัดงานด้วย เมื่อถึงวันวาเลนไทน์มุสลิมก็ให้ดอกไม้กับคนรักด้วย เมื่อถึงวัน สงกรานต์ มุสลิมก็ไปสาดน้ำกับเขาด้วย เมื่อถึงลอยกระทงมุสลิมก็ไปลอยกระทงกับเขาด้วย นี่คือสภาพปัจจุบันที่ เกิดขึ้นในสังคมมุสลิม และนับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เป็นที่น่าเศร้าเหลือเกินที่มุสลิมหลายคนไปเดินตามยิวและ คริสต์ ทั้งที่ความจริงแล้วยิวและคริสต์คือผู้ที่หาทุกวิถีทางเพื่อทำลายอิสลามให้หมดไป และยิ่งมุสลิมตามยิวและ คริสต์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ออกห่างจากแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มากเท่านั้น ท่านนบียังได้กล่าวเตือนว่า

فَمَنْ رَغِبَ عَنْ سُنَّتِي فَلَيْسَ مِنِّي

ดังนั้นบุคคลใดไม่ปรารถนาแนวทางของฉัน ดังนั้นเขาไม่ใช่พวกของฉัน

(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องของการแต่งงาน : 4702 มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องของการแต่งงาน : 2495)

อิบนุ หะญัร อัลหัยตะมีย์ นักปราชญ์มัซฮับชาฟิอี กล่าวว่า : ส่วนหนึ่งจากบิดอะฮที่น่าเกลียดที่สุด คือ การที่บรรดา มุสลิม เห็นชอบกับบรรดาชาวคริสเตียนในเทศกาลรื่นเริงของพวกเขา ด้วยการเลียนแบบ การกิน การมอบของ ขวัญ และการรับของขวัญของพวกเขา ในเทศกาลนั้น และผู้คนส่วนมากที่ให้ความสนใจดังกล่าว คือ บรรดาชาว อียิปต์ ทั้งๆที่ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “ ผู้ใดเลียนแบบกลุ่มชนใด เขาก็เป็นส่วนหนึ่ง จากกลุ่มชนนั้น (ดู ฟะตาวาอัลฟิกฮียะฮอัลกุบรอ เล่ม 4 หน้า 238) (4)

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็ก ทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตร ของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)

ตำนานความรักของ เทพเจ้าคิวปิด นั้น ในอดีต เทพเจ้าวีนัสอิจฉา "ไซกี" ธิดาวัยกำลังแรกรุ่นของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่สำคัญคือไซกีสวยกว่าเทพเจ้าวีนัสมาก นางเลยส่งเทพเจ้าคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับ บุรุษเพศ แต่เทพเจ้าคิวปิดกลับหลงรักไซกีและพามาที่วัง และลอบมาหาในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเอง เป็นใคร แต่มีคนยุให้ไซกีแอบดูตอนเทพเจ้าคิวปิดนอนหลับ แต่ด้วยความตื่นเต้นของไซกีที่เห็นเทพเจ้าคิวปิด เป็นหนุ่มรูปงาม เลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่เทพเจ้าคิวปิด เมื่อเทพเจ้าคิวปิดรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นาง ขัดคำสั่ง จึงทิ้งนางไป

เมื่อโดนทิ้ง ไซกีก็ออกตามหาเทพเจ้าคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกเทพเจ้าวีนัสกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา จนเทพเจ้า คิวปิดเห็นใจต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจ จึงช่วยให้ทั้งสองได้ครองรักกัน (5)

มุสลิมทุกคนต้องออกห่างจากสัญลักษณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์คิวปิดนี้มาเก็บเอาไว้ หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เพราะนี่คือเทพเจ้าแห่งความรักของชาวโรมัน มุสลิมไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเทพเจ้าใด ๆ ทั้งนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงมีรับสั่งว่า

وَمَنْ يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلَامِ دِينًا فَلَنْ يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الْآَخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ

และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นไปจากศาสนาอิสลามแล้ว ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจาก พระองค์เป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน

(อาลิอิมรอน : 85)

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น ไม่ได้เชื่อตามศาสนิกอื่น แต่การไปมีส่วนร่วมในการมีตัวคิวปิดนั้น ประหนึ่งว่ามีส่วนร่วมในความเชื่อของชาวโรมัน เช่นกัน ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ

บุคคลใดประพฤติตนเลียนแบบกลุ่มหนึ่ง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งจากกลุ่มนั้น

(บันทึกโดยอบูดาวุด : 4031 อัลบานียฺ, ดู เศาะเหี๊ยะหฺอัลญามิอฺ : 2831 สุญูตียฺ, ดู ญามิอุศเศาะฆีร  : 8593)

มุสลิมขายสินค้าเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์

ร้านค้ามุสลิมนั้น ร่วมมือกับเทศกาลวันวาเลนไทน์ด้วยโดยไม่รู้ตัว  ร้านมุสลิมขายการ์ดอวยพร ขายดอกกุหลาบ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยขายมาก่อน ถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับเทศกาลของกลุ่มชนอื่นด้วย

ท่านอิบนุ ตัยมิยะฮฺได้กล่าวอีกว่า “ไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดลอกเลียนแบบผู้ไม่ใช่มุสลิมในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะสำหรับวันรื่นเริงของพวกเขา แม้จะในเรื่องอาหารการกิน การอาบน้ำชำระร่างกาย การก่อไฟ การงดเว้นในสิ่งที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในชีวิตประวันหรือในเรื่องที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสิ่งใด ก็ตาม ไม่อนุญาตให้จัดงาน เลี้ยงฉลองหรือการให้ของขวัญ การขายสิ่งของใดๆ เพื่อใช้ในวันดังกล่าว หรือการให้ เด็ก ๆ ละเล่นใด ๆ หรือประดับประดาอย่างสวยงามเพื่อวันดังกล่าว สรุปแล้ว ไม่อนุญาตให้มุสลิมมีการเน้นเป็น พิเศษในวันรื่นเริงของผู้ไม่ใช่มุสลิมด้วยสิ่งใดก็ตาม ที่เป็นเอกลักษณ์ของวันดังกล่าว หากแต่ว่า วันดังกล่าว เป็นเพียงวันธรรมดาทั่วไปสำหรับมุสลิม โดยไม่มีการเน้นอะไรที่แปลกออกไปจากวันอื่นๆ” (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา เล่มที่ 25 หน้า 329) (6)

ดังนั้นบ้านมุสลิมต้องไม่มีส่วนเกียวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับเทศกาลเหล่านี้ ตลอดจนร้าค้ามุสลิมก็ต้องไม่เพียงแต่เห็น กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กับเทศกาลเหล่านี้ เพราะเงินที่ได้มานั้น มันไม่คุ้มค่าเลย

เยาวชนมุสลิมกับวันวาเลนไทน์

วัยที่มีความเกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเยาวชนหนุ่มสาว เพราะวันวาเลนไทน์นั้นเป็นวันที่ เกี่ยวข้องกับความรัก มีการมอบดอกไม้ ช็อคโกแลต ระหว่างคนรัก และเป็นที่ทราบกันดีว่าวันวาเลนไทน์นั้นยังเป็น วันที่มีวัยรุ่นเสียตัวมากที่สุด และดูจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันไปทั่วโลก วัยรุ่นสาวส่วนมากจะยอมเสียตัวครั้งแรก ให้กับคนรักในวันวาเลนไทน์ ความเชื่อแบบนี้นับว่าสร้างความวิบัติให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ฉะนั้นบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายนั้นจะต้องเข้มงวด ไม่สนับสนุนให้ลูกหลานไปเกี่ยวข้อง ตักเตือนบุตรหลานให้ ทราบถึงข้อเท็จจริงในเทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้  เพราะสาเหตุอีกประการหนึ่งที่เยาวชนมุสลิมนั้นเข้าไปมีส่วนร่วม กับเทศกาลของศาสนาอื่น ๆ นั้น เป็นเพราะบรรดาผู้ปกครองให้การสนับสนุนหรือละเลยไม่สนใจ  มีรายงาน จากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

كُلُّ مَوْلُودٍ يُولَدُ عَلَى الْفِطْرَةِ فَأَبَوَاهُ يُهَوِّدَانِهِ أَوْ يُنَصِّرَانِهِ أَوْ يُمَجِّسَانِهِ

ทารกทุกคนถือกำเนิดมาอย่างบริสุทธิ์ พ่อและแม่ของเด็กนั่นแหละที่จะทำให้เด็กกลายเป็นยิวหรือ คริสต์หรือพวกบูชาไฟ

(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 1385)

อีกประการที่สำคัญก็คือ ผู้ปกครองต้องให้ความสนใจถึงบรรดาเพื่อนฝูงของลูกหลาน เพราะในสังคมปัจจุบันนั้น สภาพแวดล้อมของเยาวชนนั้น มีบทบาทในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะบรรดาเพื่อนฝูง ถ้าเยาวชนมีเพื่อนที่ดี เพื่อนที่ชักนำไปสู่สิ่งที่ดีนั้น ก็จะทำให้เยาวชนนั้นมีการดำเนินชีวิตที่ดี แต่ถ้าเยาวชนมีเพื่อนที่ไม่ดี ชักนำไปสู่ ความชั่วต่าง ๆ เยาวชนนั้นก็จะมีการดำเนินชีวิตที่ไปในทางที่ไม่ดี มีรายงานจากอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

الْمَرْءُ عَلَى دِينِ خَلِيلِهِ فَلْيَنْظُرْ أَحَدُكُمْ مَنْ يُخَالِلْ

คนทั่วไปมักนิยมและคล้อยตามจารีต (ความประพฤติ) ของผู้เป็นสหาย ดังนั้นพวกเจ้าจงพิจารณาให้ดี ก่อนว่ากำลังจะคบค้ากับผู้ใดเป็นสหาย

(บันทึกโดยอะหฺมัด : 8212)

ดังนั้นเทศกาลวันวาเลนไทน์นั้น เป็นความเชื่อของคริสต์เพราะเป็นวันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) เพื่อระลึกถึงนักบุญที่เสียสละช่วยเหลือหนุ่มสาวที่มีความรักชอบต่อกันให้ได้สมหวัง จนตัวเองต้องถูกประหาร หรือเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องกามเทพ เทวดาน้อย เทพบุตรคิวปิด โอรสของเทพีวีนัส และยังมีกิจกรรมที่ผิดหลักการ ศาสนาอย่างมากมาย เช่น การแสดงความรัก การยอมเสียตัว การมอบดอกกุหลาบด้วยสีสันที่มีนัยยะทางความ เชื่อ แดงแทนคำว่าฉันรักเธอ ขาวแทนความรักอันบริสุทธิ์ ชมพูแทนความโรแมนติกและความเสน่หาต่อกัน เหลืองแทนความสดใส

ฉะนั้นมุสลิมต้องไม่ไปเกี่ยวข้องในทุกรูปแบบ ตลอดจนร้านค้ามุสลิมก็ต้องไม่มีสินค้าวันวาเลนไทน์วางจำหน่าย เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาดังหะดีษข้างต้น และยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์อิสลามที่ไม่ ไปเดินตามใคร อิสลามมีวันสำคัญสองวันที่ส่งเสริมให้มีการเฉลิมฉลอง ก็คือ วันอีดิลฟิฏรฺ และวันอีดิลอัฎฮา ส่วนวันสำคัญของศาสนาอื่น หรือกลุ่มชนอื่นนั้น มุสลิมไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

وصلى الله على نبينا محمد وعلى آله وأصحابه أجمعين، ومن تبعهم بإحسان إلى يوم الدين


(1) ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก (http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_01474.php)

(2) ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ (http://hilight.kapook.com/view/19756)

(3) ประวัติวันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) วันแห่งความรักสากล (http://www.dmc.tv/pages/top_of_week/วันวาเลนไทน์-วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา.html)

(4) (อะซัน,การร่วมเทศกาลรื่นเริงการเฟรในทัศนะอิสลาม
http://www.moradokislam.org/modules.php?name=News&file=article&sid=423 )

(5) ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ (http://hilight.kapook.com/view/19756)

(6) อิบบรอเฮง อาลฮูเซน , หุก่มการร่วมวันวาเลนไทน์  http://www.islamhouse.com/p/76023

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com  วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 56 เวลา 17.40 .