ความหมายคำว่าบิดอะฮฺ ประเภทและหุก่มต่างๆ ของมัน  ตอนที่ 1



โดย เชค ศอลิหฺ บิน เฟาซาน อัล-เฟาซาน

แปลโดย  อับดุลอาซีซ  สุนธารักษ

 

ความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ

บิดอะฮฺในด้านภาษาอาหรับ : คือ การประดิษฐ์สึ่งหนึ่ง โดยที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน ดังในคำดำรัสของพระองค์ อัลลอฮฺที่ว่า :

بَدِيعُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ

พระองค์อัลลอฮฺ คือผู้ที่ประดิษฐ์บรรดาชั้นฟ้าและพื้นแผ่นดิน

(อัล-บากอเราะฮฺ 117 )

หมายถึง พระองค์อัลลอฮฺได้สร้างมันขึ้นมา โดยที่ไม่มีตัวอย่างมาก่อน(คือไม่มีการสร้างมาก่อน พระองค์คือ ผู้ที่แรกเริ่ม) และจากดำรัสของพระองค์อีกว่า

قُلْ مَا كُنْتُ بِدْعًا مِنَ الرُّسُلِ

จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ฉันไม่ใช่บุคคลแรกจากบรรดาศาสนทูต

(อัล-อะหฺกอฟ 9) 

หมายถึง : ฉันไม่ใช่ผู้แรกที่นำสารจากพระผู้เป็นเจ้าสู่มวลมนุษย์ แต่มีบรรดาศาสนทูตมากมายก่อนหน้าฉัน เหมือนกัน

ในภาษาอาหรับ อาจจะมีการพูดว่า บุคคลหนึ่งได้กระทำบิดอะฮฺใดๆ นั่นหมายถึง : เขาได้ริเริ่มแนวทางหนึ่งขึ้นมา โดยที่ไม่เคยมีปรากฏแบบอย่างนั้นมาก่อน

การประดิษฐ์ใหม่หรืออุตรินั้นมีสองแบบ คือ

1. การประดิษฐ์ใหม่ในด้านอาดะฮฺ (สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา) ได้แก่การริเริ่มคิดค้นเครื่องมือสมัยใหม่ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ล้วนแล้วเป็นที่อนุญาตให้กระทำได้ เนื่องจากกฎเดิม(ทางศาสนา)ในเรื่องราวทางโลก เป็นสิ่งที่อนุญาต เว้นแต่จะมีตัวบทหลักฐานมากำกับห้ามสิ่งดังกล่าวไว้


 2. การประดิษฐ์ใหม่ในด้านศาสนาคือ การอุตริกรรมในเรื่องราวของศาสนา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ต้องห้าม เพราะว่ากฎในเรื่องราวต่างๆ ของศาสนา ขึ้นอยู่กับตัวบทหลักฐาน  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวไว้ว่า :

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในกิจการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งไม่มีในกิจการงานของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ)  

(รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )

และอีกรายงานหนึ่ง มีสำนวนว่า

مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ

บุคคลใดก็ตามที่ กระทำการงานหนึ่งการงานใด ขึ้นในการงานของเรา (ศาสนา)ซึ่งมันไม่มีในคำสั่ง ของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ(ณ ที่อัลลอฮฺ)

(รายงานโดย มุสลิม :1718)

ประเภทของบิดอะฮฺ

บิดอะฮฺในศาสนามีอยู่ สองประเภทด้วยกัน ได้แก่:

ประเภทที่หนึ่ง : บิดอะฮฺในด้านคำพูดหรือความเห็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ เช่น ความเชื่อต่างๆ ของพวก ญะฮฺมียะฮฺและพวกมุอฺตะซิละฮฺ รวมถึงพวกชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ และกลุ่มหลงผิดต่างๆ

ประเภทที่สอง : คือ บิดอะฮฺด้านอิบาดะฮฺ  เช่น การประกอบอิบาดะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺ ด้วยกับอิบาดะฮฺที่ พระองค์ไม่ได้บัญญัติไว้

ซึ่งบิดอะฮฺในประเภทที่สองนี้ มีอยู่หลายชนิดด้วยกันคือ :

1. การริเริ่มอิบาดะฮฺหนึ่ง ที่มันไม่มีหลักฐานในศาสนาโดยสิ้นเชิง เช่นการอุตริการละหมาด การถือศีลอด หรือกำหนดวันรื่นเริง  อาทิ การฉลองวันเกิดต่างๆ ขึ้นมาโดยที่สิ่งดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในศาสนา

2. สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในอิบาดะฮฺที่ถูกบัญญัติไว้ เช่น การเพิ่มร็อกอะฮฺที่ห้าในละหมาด ซุฮรฺ หรือ อัศรฺ เป็นต้น

3. การประกอบอิบาดะฮฺที่ไม่ตรงตามหลักลักษณะที่ถูกบัญญัติไว้ เช่น การกล่าวซิกรุลลอฮฺและขอดุอาอ์ใน วาระต่างๆ เป็นแบบกลุ่มหรือหมู่คณะพร้อมเพียงกันเหมือนเป็นท่วงทำนองขับร้อง หรือจะเป็นการเลยขอบเขตใน การประกอบอิบาดะฮฺจนถึงขั้นออกนอกแบบอย่างสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

4. การกำหนดวันเวลา เพื่อการประกอบอิบาดะฮฺที่ศาสนาไม่ได้บัญญัติไว้ อาทิ การกำหนดคืนนิศฟูชะฮฺบาน สำหรับถือศีลอดในตอนกลางวัน และ ละหมาดยามค่ำคืนในวันดังกล่าว  เพราะการละหมาดและการถือศีลอด แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติในศาสนาอยู่เดิมแล้ว เพียงแต่การกำหนดวันเวลาเฉพาะเจาะจงในการปฏิบัติมัน จะต้องมีตัวบทหลักฐานมากำกับด้วย

ข้อตัดสินของบิดอะฮฺในศาสนาทุกประเภท

บิดอะฮฺทุกประเภทในศาสนาล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม และหลงผิดทั้งสิ้น ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า :

وَإِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الْأُمُورِ فَإِنَّ كُلَّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ

และพวกเจ้าจงระวังสิ่งใหม่ในศาสนา เพราะว่าทุกๆ บิดอะฮฺนั้นคือความหลงผิด

(รายงานโดย อะบู ดาวูด : 4607 และอัต-ติรมิซีย์ : 2676)

และอีกคำกล่าวหนึ่งของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในกิจการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งไม่มีในกิจการงานของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ)  

(รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )

และอีกรายงานหนึ่ง มีสำนวนว่า

مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ

บุคคลใดก็ตามที่ กระทำการงานหนึ่งการงานใด ขึ้นในการงานของเรา (ศาสนา)ซึ่งมันไม่มีในคำสั่ง ของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ(ณ ที่อัลลอฮฺ)

(รายงานโดย มุสลิม :1718

หะดีษข้างต้นได้บ่งถึงว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ในศาสนามันคือบิดอะฮฺ และทุกๆ บิดอะฮฺมันคือความหลงผิด ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธทั้งสิ้น ซึ่งความหมายว่า บิดอะฮฺต่างๆ ไม่ว่าจะในเรื่องอิบาดะฮฺหรือเรื่องหลักความเชื่อ ก็ตาม ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในหลักการศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งระดับความรุนแรงของความผิดนั้นจะขึ้นอยู่กับ สภาพของบิดอะฮฺนั้นๆ เป็นรายกรณีไป เช่น

- บิดอะฮฺที่เป็นกุฟรฺ(การปฏิเสธศรัทธา)อย่างชัดเจน เช่น การเฏาะวาฟ (หมุนเวียน) รอบหลุมศพเพื่อเป็นการ ใกล้ชิดต่อผู้ที่อยู่ในหลุมศพนั้น การเชือดสัตว์ การบนบาน การขอดุอาอ์และการขอความช่วยเหลือจากหลุมศพ ดังกล่าว ถือเป็นกุฟรฺทั้งสิ้น และจากสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺกุฟรฺเช่นกันคือแนวคิดหรือคำกล่าวต่างๆ ของพวกที่สุดโต่ง ทั้งหลายจากพวกญะฮฺมียะฮฺ และพวกมุอฺตะซิละฮฺ

- บิดอะฮฺที่เป็นสื่อนำไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ได้แก่ การสร้างสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ การขอดุอาอ์ ณ สถานที่ดังกล่าว เป็นต้น

- บิดอะฮฺที่เป็นบาปในด้านความเชื่อ ได้แก่บิดอะฮฺของพวกเคาะวาริจญ์ พวกเกาะดะรียะฮฺ พวกมุรญิอะฮฺ เป็นต้น  ซึ่งที่ปรากฏอยู่ในตำราและความเชื่อของพวกเขาที่ขัดแย้งกับตัวบทหลักฐานทางศาสนา

- บิดอะฮฺที่เป็นการฝ่าฝืนที่เป็นบาป ได้แก่การไม่แต่งงานเพื่อใช้เวลาอยู่กับการประกอบอิบาดะฮฺต่อ พระองค์อัลลอฮฺ การยืนกลางแสงแดดขณะถือศีลอด และการทำหมันเพื่อไม่ให้มีความใคร่ในสตรี

ข้อสังเกต: บุคคลที่แบ่งบิดอะฮฺออกเป็น บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ (บิดอะฮฺที่ดี) และบิดอะฮฺสัยยิอะฮฺ(บิดอะฮฺที่เลว) สำหรับเขาแน่นอนเขาได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์และเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนคำกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :

مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِ نَا مَالَيْسَ فِيْهِ فَهُوَ رَدٌّّ

เพราะว่าทุกๆ บิดอะฮฺนั้นคือความหลงผิด

(รายงานโดย อะบู ดาวูด: 4607 และอัต-ติรมิซีย์ : 2676)

เนื่องจากท่านรอสูลศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้วางหุก่มบิดอะฮฺว่าเป็นสิ่งที่หลงผิดทั้งหมด แต่บุคคลผู้นี้ กลับกล่าวว่า บิดอะฮฺไม่ได้เป็นสิ่งที่หลงผิดทั้งหมด แต่มีบิดอะฮฺหะสะนะฮฺปรากฏเช่นกันในศาสนา !

ท่านหาฟิซ อุบนุ เราะญับ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรหฺ อัล-อัรบะอีน ว่า "คำกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า : “ทุกๆบิดอะฮฺนั้นหลงผิด”  เป็นคำกล่าวที่ครอบคลุมความหมายไว้ทั้งหมด (หมายถึงทุกบิดอะฮฺ ในด้านศาสนา) โดยที่ไม่ได้ละเว้นสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย มันเป็นพื้นฐานสำคัญหนึ่งจากพื้นฐานต่างๆ ของศาสนา ซึ่งมันใกล้เคียงกับกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในกิจการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งไม่มีในกิจการงานของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ)  

(รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )

บุคคลที่อุตริสิ่งใหม่ขึ้น และได้พาดพิงมันให้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา โดยที่ไม่เคยมีปรากฏตัวอย่างการปฏิบัติมัน มาก่อน แน่นอนสิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลงผิด ไม่ว่าจะในประเด็นเรื่องความเชื่อ การกระทำ หรือคำพูด ทั้งในสภาพ ที่เปิดเผยและลับตา (ดู ญามิอุลอุลูม วัลหิกัม)

สำหรับบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ในศาสนา พวกเขาได้กล่าวอ้างคำกล่าวของ ท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ในประเด็นที่เกี่ยวกับละหมาดตะรอวีหฺ ที่ว่า :

نعمت البدعة هذه

นี่แหละ คือบิดอะฮฺที่ดี

และยังได้อ้างว่า ยังมีสิ่งใหม่หลายประการที่เกิดขึ้นในศาสนาแต่บรรดาชาวสะลัฟไม่ได้ทำการตอบโต้ หรือปฏิเสธมันแต่อย่างใด เช่น การรวบรวมอัลกุรอานเป็นรูปเล่ม การบันทึกรวบรวมวจนะของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เป็นต้น

คำตอบสำหรับประเด็นดังกล่าว ก็คือ ทั้งหมดที่ยกอ้างมานั้นล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัล ลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  แน่นอน มันย่อมไม่ใช่ บิดอะฮฺ และส่วนคำกล่าวของท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ที่ว่า "นี่แหละ คือบิดอะฮฺที่ดี" คำกล่าวนี้ท่านอุมัรต้องการสื่อถึงความหมายทางด้านภาษา ของคำว่าบิดอะฮฺ ไม่ใช่ทางด้านศาสนา เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เคยปรากฏมาก่อน หากถูกกล่าวว่ามันเป็นบิดอะฮฺ ใช่ มันก็คือบิดอะฮฺ แต่หมายถึงบิดอะฮฺทางด้านภาษาไม่ใช่ด้านศาสนา

เพราะบิดอะฮฺในด้านศาสนาคือสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในบทบัญญัติ ส่วนประเด็นการรวบรวมอัลกุรอานเข้า เป็นรูปเล่ม ก็เป็นสิ่งที่เคยมีการริเริ่มมาก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะท่าน นบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ท่านเคยสั่ง ใช้ให้บันทึกอัลกุรอาน แต่ทว่าการบันทึกอัลกุรอานในยุคของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นการ บันทึกที่ยังไม่เป็นรูปเล่ม กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ซึ่งต่อมาบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ทำการรวบรวมอัลกุรอานให้เป็นรูปเล่ม เพื่อเป็นการรักษาอัลกุรอานไว้ไม่ให้สูญ หาย ในประเด็นการละหมาดตะรอวียหฺก็เช่นกัน ซึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เคยปฏิบัติไว้ โดยที่ท่านได้นำบรรดาเศาะหาบะฮฺทำการละหมาดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หลายคืนร่วมด้วยกัน ซึ่งต่อมาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้ละทิ้งการละหมาดเป็นญะมาอะฮฺกับบรรดาเศาะหาบะฮฺในช่วงที่เหลือของ ค่ำคืนเราะมะฎอน เพราะเกรงว่า พระองค์อัลลอฮฺจะบัญญัติการละหมาดตะรอวีหฺให้เป็นฟัรฎูแก่พวกเขา ซึ่งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ยังคงดำเนินการละหมาดต่อไป หลายกลุ่มหลายญะมาอะฮฺ ทั้งในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังมีชีวิตอยู่ และจากไปแล้ว เหตุการณ์ยังคงดำเนินในสภาพดังกล่าวต่อไป

จนกระทั่งถึงสมัยของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบเข้ารับตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮฺ ท่านได้ทำการรวบรวมเหล่าบรรดา เศาะหาบะฮฺให้ทำการละหมาดตามอิหม่ามเพียงคนเดียว เพื่อให้มีเพียงญะมาอะฮฺเดียวเท่านั้น ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้น ในสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นชัดว่าสิ่งข้างต้นไม่ใช่ บิดอะฮฺ ในศาสนา

ส่วนประเด็นเรื่องการบันทึกวจนะของท่านบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ก็ไม่ใช่บิดอะฮฺในศาสนาแต่อย่างใด เนื่องจากมีรายงานคำสั่งใช้จากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  แก่เศาะหาบะฮฺบางท่านให้ทำการจด บันทึกเมื่อมีผู้ร้องขอดังกล่าว  ซึ่งการบันทึกหะดีษเคยเป็นสิ่งที่ถูกห้ามในสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เพราะเกรงว่าจะเกิดการปะปนกับอัลกุรอาน แต่เมื่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้เสียชีวิต ลงข้อห้ามดังกล่าวก็ยุติลงด้วย เนื่องด้วยว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาอย่างสมบูรณ์แล้วและยังได้ถูกจดจำ ณ ที่บรรดาเศาะหาบะฮฺอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย

ดังนั้น บรรดามุสลิมจึงริเริ่มบันทึกและรวบรวมหะดีษ เพื่อเป็นการป้องกันจากการสูญหายไป

ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีงามอย่างล้นเหลือแก่บรรดามุสลิมทั้งหลาย ที่พวกเขาได้ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจอย่างมากมายในการรับใช้ศาสนา ในการท่องจำและรักษาคำภีร์ของพระองค์อัลลอฮฺ และสุนนะฮฺของ เราะสูลของพระองค์จากการสูญหายและการทำลายของผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย

อินชาอัลลอฮฺ อ่านต่อตอนที่ 2


ถัดไป ตอนที่ 2

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 11 ธันวาคม 56 เวลา 07.40 น.